NISSAN G-TR (R35) อสูรกายสี่ล้อ ‘Godzilla’ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงตัวละครในภาพยนตร์

ขอบคุณรูปจาก : www.motoringbox.com, www.carwitter.com, www.modelcarsmag.com, www.performancedrive.com.au, www.micksgarage.com, www.wikipedia.org, www.autoweek.com และ Nissan Motor (ประเทศไทย)
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก : อินเทอร์เน็ต

 

หากจะลองให้นึกถึงซูเปอร์คาร์สัญชาติญี่ปุ่นที่พละกำลังของเครื่องยนต์แรงจัด เต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีระดับสูง เชื่อแน่ว่าหลายคนคงจะนึกต้องนึกถึง Nissan GT-R ซูเปอร์คาร์ที่สร้างแรงสั่นไหวระดับขั้นสุดให้กับวงการซูเปอร์คาร์ทั่วโลก ว่าแต่รู้หรือไม่ว่าการปฏิสนธิของซูเปอร์คาร์สายพันธุ์ล่าสุดของ Nissan อย่าง GT-R มีต้นกำเนิดมาจากไหนถ้าไม่รู้ไปติดตามพร้อมๆ กัน

ย้อนไปจุดเริ่มต้นในปี 1957 เมื่อบริษัทรถยนต์เล็กๆ ที่ชื่อ Prince Motor Company (ต่อมาได้รวมกิจการกับบริษัท Datson และเปลี่ยนชื่อมาเป็น Nissan ในปัจจุบัน) ได้ผลิตรถยนต์สี่ประตูที่ชื่อว่า Prince Skyline ขึ้นมา โดยมันสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงถึง 160 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นตะลึงมากในสมัยนั้น ด้วยมันสมองและเทคโนโลยที่ดีที่สุด ณ ขณะนั้นทำให้โลกแห่งยานยนต์ได้เริ่มรู้จักกับรถยนต์ที่มีชื่อว่า Nissan Skyline

 

หลังจากนั้นในอีก 5 ปีต่อมา (คศ.1962) Skyline รุ่นที่ 2 ก็ออมาสู่สายตาชาวโลก รวมรุ่นแรกและรุ่นสอง ผู้ผลิตที่ใช้ชื่อ Prince Motor Company ก็สามารถโกยเงินเข้าบริษัทได้อย่างน่าพอใจจากยอดขายกว่า 150,000 คัน

 

ต่อมาในปี 1964 Skyline รุ่นที่ 3 ก็ถูกผลิตขึ้นภายใต้รหัส C10 กับความแรงของเครื่องยนต์ที่สามารถทำความเร็วจาก 0-100 กม. ได้ในเวลาเพียง 9.0 วินาที ในสมัยนั้น ทำให้เจ้า Skyline รุ่นนี้ถูกนำเอาไปใช้สำหรับการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ภาพความเป็นรถสปอร์ตคุณภาพของ Nissan Skyline เริ่มปรากฎให้เห็นขึ้นทีละน้อย

 

จากที่Skyline ในเจนเนอเรชั่นที่ 3 เริ่มเผยความเด่นชัดในเรื่องของภาพความเป็นรถสปอร์ตและประสบความสำเร็จบนสนามแข่ง ทำให้บริษัทผู้ผลิต ได้มีการพัฒนาให้ Skyline ในรุ่นที่ 4 โดดเด่นในเรื่องพละกำลังความแรง จนภายใต้รหัส C110 (ผลิตในปี 1969) สามารถจองตำแหน่งสูงสุดบนโพเดียมได้อย่างสม่ำเสมอ และมันได้กลายเป็นรถในฝันของวัยรุ่นที่พิศมัยความแรงในสมัยนั้นไปโดยปริยาย ที่สำคัญ Skyline รุ่นนี้ถูกจารึกไว้ว่าเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุด เพราะสามารถทำยอดขายได้กว่า 680,000 คันทั่วโลก

 

และต่อมาเจนเนอเรชั่นที่ 5 ของ Skyline ถือกำเนิดขึ้นภายใต้ความนิยมที่มีมากขึ้นกับโฉมที่เรียกว่า C210 ที่มีการออกแบบให้ตัวรถมีความยาวมากขึ้น

จากรุ่นที่ 5 ก็ก้าวเข้าส่ความเปลี่ยนแปลงใน Skyline รุ่นที่ 6 ก็ตามออกมาทันที กับความแรงของเครื่องยนต์ที่ผู้ผลิตยังคงเลือกนำเอาระบบอัดอากาศเทอร์โบมาใส่ไว้เหมือนเดิม แถม Skyline เวอร์ชั่นนี้ยังเป็นครั้งแรกที่มีการทำรถในแบบ 5 ประตู นอกจากนี้ยังมีการทำโฉมพิเศษที่เรียกว่า Paul Newman Version ซึ่งเป็นการผลิตขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับดาราฮอลลีวูดคนดัง ที่มีส่วนร่วมในการทำให้ Skyline ได้รับความนิยม โดยรถรุ่นดังกล่าวจะมีลายเซ็นของนักแสดงคนนี้อยู่บนฝากระโปรง และถือเป็น Skyline รุ่นพิเศษอีกหนึ่งรุ่นที่นักสะสมอยากได้เป็นเจ้าของ เข้าขั้นระดับ Rare item เลยทีเดียว

เจนเนอเรชั่นที่ 7ของ Nissan Skyline ก็กลับมาอีกครั้งในปี 1983 เพื่อทวงบัลลังก์สปอร์ตคูเป้ตัวแรงด้วยรุ่นที่มีชื่อว่า Skyline RS Turbo 1983 ซึ่งบรรดานักเลงรถเรียกว่ารุ่น R31 ซึ่งรุ่นนี้สามารถ Skyline โด่งดังขึ่นไปอีก กับพละกำลังเครื่องยนต์ที่รุนแรงและหนักหน่วง มีแรงม้าใต้คันเร่งให้ได้กดขยี้และบดบี้ถึง 200 ตัว เรียกได้ว่าทำเอาบรรดาค่ายรถยักษ์ใหญ่ทั่วโลกต่างหันมาจ้องเป็นตาเดียวกับพลังของเครื่องที่พ่วงระบบเทอร์โบที่หยุดตัวเลยไว้ที่ 0-100 กม. ในเวลาเพียง 7.5 วินาที

ต่อมาในปี 1989 Nissan Skyline รุ่นที่ 8 ก็ทำให้โลกและจักรวาลต้องตื่นตะลึงกับ Skyline GT-R รหัส R32 ที่ซึ่งเป็นรถที่เต็มไปด้วยสมรรถนะความแรง เทคโนโลยีที่ทันสมัย (โดยเฉพาะระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ) แถมยังติดกงเล็บความแรงด้วยระบบทวินเทอร์โบ เพื่อสร้างแรงดึงและความแรงได้แบบไม่สะดุดต่อเนื่อง และความเลื่องลือของ Skyline GT-R รหัส R32 นี้ก็ขจรขจายไปยังเซอร์กิตในการแข่งขันรายการต่างๆ สามารถกวาดแชมป์ได้เกือบทุกรายการ รวมทั้งการแข่งขันในต่างประเทศด้วย ความแรงที่ Skyline GT-R รหัส R32 มอบไว้ให้โลกได้จารึกก็ไม่มากอยู่แค่ 0-100 กม. ภายใน 4.7 วินาทีเท่านั้นเอง กับแรงม้ากล้ามใหญ่ที่ 280 ตัว น่าขนลุกขนพองไหมล่ะสำหรับรถยนต์ในสมัยนั้น

โฉมที่ 8 โลดแล่นอย่างโดดเด่นเป็นรถสปอร์ตในฝันของใครหลายคนอยู่หลายปี จนเมื่อถึงปี 1995 รุ่นที่ 9 ถึงได้ออกมาท่ามกลางกระแสการจับจ้องจากนักเลงรถทั่วโลกว่าจะทำได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้านี้อย่างไร กับ Skyline GT-R รหัส R33 ที่ถูกพัฒนาให้มีความแรงมากกว่าเดิม และยังมีการผลิตในรุ่นพิเศษที่สามารถให้แรงม้าได้ถึง 400 ตัวอีกด้วย

 

มาถึงปี 1999 โฉมที่ 10 ของ Skyline ก็เผยตัวตนออกมาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง โครงสร้าง และวัสดุของตัวรถมีการนำเอาวัสดุทั้งคาร์บอนไฟเบอร์ อะลูมิเนียม และเหล็กชั้นเยี่ยมมาควบรวมกัน ส่วนพลังเครื่องยนต์ก็มีให้ขยี้เล่นได้ถึง 330 แรงม้าเรียกได้ว่ามาเต็มทั้งสมรรถนะความแรงและเทคโนโลยีที่พุ่งทะยานเหนือขีดจำกัดจริงๆ

 

ในที่สุดก็มาถึงจุดสิ้นสุดของรถยนต์ในตระกูลSkyline อันโด่งดัง เมื่อผู้ผลิตได้บรรจงตัดสินใจเขวี้ยงดีเอนเอ
ของ Nissan Skyline ให้หลุดลอยไปในอากาศด้วยการเลือกเผยโฉม Skyline เวอร์ชั่น 11 ในแบบรถซีดาน ไร้ซึ่งความแรง ไม่มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออันโด่งดัง เรียกได้ว่ามันแทบจะกลายเป็นรถจ่ายกับข้าวของบรรดาภรรยาของคนระดับผู้บริหารทำงานบริษัทไปเลยทีเดียว ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับสาวกทั่วโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของรถตระกูลนี้เลยทีเดียว อย่าถามถึงยอดขาย เพราะมันตกต่ำเตี้ยติดดิน เรียกได้ว่าสายการผลิตของ Nissan Skyline หยุดอยู่แค่เวอร์ชั่น 11 เท่านั้น ถึงแม้ว่าผู้ผลิตยังจะปล่อยให้ออกมาโดยการปรับโฉมอีกถึงสองรุ่น เรียกได้ว่าเป็นโฉมที 12 และ 13 ก็ตามมันก็ยังคงเป็นรถที่มีภาพจำในลักษณะของรถซีดานไปซะแล้ว

 

แต่เมื่อถึงจุดสิ้นสุดของสายพันธุ์ Skyline มันก็กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอสูรกายที่ได้รับการชุบชีวิตขึ้นมารวมกับว่ามันไม่มีวันตาย และอสูรกายตนนี้ก็ทำให้วงการซูเปอร์คาร์ทั้งในโลกและดาวอังคารต่างต้องตื่นตะลึงกับสายพันธุ์ที่มีชื่อรุ่นว่า Nissan GT-R

 

Nissan GT-R อสูรกายตัวใหม่และตัวใหญ่ที่ไม่เคยกลัวหน้าไหนในโลกนี้

หลังจากที่ทำเอาบรรดานักเลงรถผิดหวังไปทั้งโลกบรรดาผู้บริหารระดับมันสมองและวิศวกรชั้นหัวกะทิของผู้ผลิตได้ตัดสินใจกู้วิกฤติให้กลับมาด้วยการตัดสินใจออกแบบรถยนต์ที่ดีที่สุด แรงที่สุด และทันสมัยที่สุด เรียกได้ว่าดีที่สุดเท่าที่ตระกูล Skiyline มีมา แต่อย่างที่บอกไปว่าการกลับมาครั้งนี้หาใช่ Nissan Skyline ไม่!! แต่มันคือวิวัฒนการซึ่งเป็นการต่อยอดมาจาก Skyline โดยใช้ชื่อว่า Nissan GT-R ส่วนสายพันธุ์เดิมที่เรียกว่า Skyline มากว่า 50 ปีก็ถูกลบออจากสารบบให้คงเหลือไว้เพียงตำนานที่เป็นมนต์ขลังไว้ใช้อ้างอิงเท่านั้น

Nissan GT-R (R35) มีการเปลี่ยนระบบเครื่องยนต์ เพิ่มขนาด เติมความจุ และหันกลับมาคบกับระบบขับเคลื่อนที่ทรงประสิทธิภาพเหมือนเดิมแต่มากกว่าเดิม อีกทั้งยังนำเอาเอกลักษณ์ของไฟท้ายโดนัทกลับมาใช้อีกครั้ง คงไม่ต้องถามถึงความแรงที่มีตั้งแต่ส่งใบแจ้งเกิดให้อำเภอ เพราะเรียกได้ว่ารถยนต์รุ่นนี้มีเรี่ยวแรงที่ทำให้บริษัทผู้ผลิตรถซูเปอร์คาร์ยักษ์ใหญ่ของยุโรปต้องขยับแว่นมองลอดออกมาเพื่อให้เห็นตัวเลขอันน่าขนลุก เพราะมันไปหยุดอยู่ที่ 3.6 วินาที จาก 0-100 กม. พระเจ้า!! นี่มันบ้าชัดๆ เรียกได้ว่ารถแรงๆ ของฝรั่งตาน้ำข้าวต้องออกอาการร้อนๆ หนาวๆ เลยทีเดียว

Nissan GT-R ออกสู่สายตามนุษย์โลกและมนุษย์ต่างดาวผู้คลั่งไคล้ความแรงเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมปี 2007 ในประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในอเมริกาในอีกไม่กี่เดือนต่อมา โดยผู้ออกแบบ Nissan GT-R มีชื่อว่า Mr. Shiro Nakamura เรื่องความแรงไม่ต้องสาธยายให้มากความเพราะมันสามารถต่อกรกับซูเปอร์คาร์จากยุโรปและอเมริกาได้อย่างสูสีแถมในบางจุดเกจิในวงการรถรวมทั้งสื่อในต่างประเทศยังให้ Nissan GT-R เหนือกว่ารถอย่าง Porsche, Ferrari หรือ Lumborghini  ด้วยซ้ำไป แต่ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็คือราคาของ Nissan GT-R ถูกกว่าซูเปอร์คาร์ชื่อดังเห็นๆ เรียกได้ว่าเป็นการสร้างชื่อและภาพลักษณ์ให้กับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี

Nissan GT-R (R35) คือรถรุ่นใหม่ที่มีวิวัฒนาการมาจาก Nissan Skyline เป็นรถที่ขับเคลื่อนสี่ล้อ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ระบบเทอร์โบคู่ 6 สูบมาในความจุ 3.8 รหัสเครื่องยนต์ VR38DETTโดดเด่นด้วยไฟท้ายโดนัทอันเป็นเอกลักษณ์จากรุ่นต้นแบบ แรกเร่ิมเดิมที่ Nissan GT-R (R35) ถูกเผยโฉมในฐานะรถยนต์ต้นแบบด้วยกันสองครั้ง ในครั้งแรกที่งานโตเกียว มอเตอร์โชว์ เมื่อปี 2001 และอีก 4 ปีต่อมาในงานแสดงรถยนต์ที่ญี่ปุ่นงานเดียวกัน ผู้ผลิตก็ได้เผยโฉมรถต้นแบบเป็นครั้งที่ 2 โดยที่มีการพัฒนาใกล้เคียงกับรุ่นที่กำลังจะผลิตขายเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์

ในที่สุดหลังจากใช้เวลาปรับปรุงและพัฒนาให้ลงตัวมากที่สุด Nissan GT-R (R35) คันจริงก็ได้เปิดตัวในปี 2007 และได้สะกดให้ทั้งโลกต้องหยุดนิ่งหันมาสนใจ และกลายเป็นประเด็นที่พูดถึงกันอย่างร้อนแรงในบรรดาคนวงการรถยนต์ถึงความยอดเยี่ยมของ Nissan GT-R (R35)

 

นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ Nissan GT-R (R35) ถูกผลิตขายมาแล้วทั่วโลกเป็นหลักหมื่นคัน สร้างสถิติที่น่าทึ่งมาแล้วหลายครั้ง และได้มีการปรับเสริมเติมแต่งทั้งด้านความสวยและความแรงมาแล้วหลายครั้ง  จนกลายเป็นรถยนต์ในฝันของคนทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ขาซิ่งนักเลงรถในบ้านเรา ซึ่งเมื่อก่อนหากอยากจะได้ Nissan GT-R (R35) มาครอบครองก็ต้องวิ่งเข้าหาบริษัทนำเข้าอิสระ แต่ปัจจุบัน Nissan GT-R (R35) ตัวแทนจำหน่ายในเมืองไทย

 

เมื่อ Nissan Motor (ประเทศไทย) นำเข้า Nissan GT-R (R35) อย่างเป็นทางการ

เมื่อซูเปอร์คาร์จากแดนปลาดิบคันนี้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่นักเลงรถในบ้านเรา  Nissan Motor (ประเทศไทย) ในฐานะตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยก็ทำความฝันให้บรรดาขาซิ่งเป็นจริง ด้วยการเปิดตัวทำการตลาดอย่างเป็นทางการด้วยการนำเข้า Nissan GT-R (R35) เวอร์ชั่นที่ได้รับการปรับปรุงล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นภายนอกมาพร้อมภาพลักษณ์ดุดัน  กรอบกระจังหน้าขนาดใหญ่ โคมไฟและไฟตัดหมอกที่ออกแบบมาอย่างสปอร์ตลงตัว ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วสีดำ  ท่อไอเสียแบบไทเทเนียมแบบ 4 ท่อที่มีระบบปรับจูนเสียงได้ และสีพืเศษสีส้ม บลาซ เมทัลลิก พ่นด้วยระบบพิเศษเท่านั้น

 

ความลงตัวที่โดดเด่นและสวยงามจับใจสำหรับ Nissan GT-R (R35) เวอร์ชั่นนี้ก็เห็นจะได้แก่ การออกแบบบริเวณกระจังหน้าที่เรียกว่า  V-motion รุ่นใหม่, ฝากระโปรง, แผงดิฟฟิวเซอร์ด้านหน้าคาร์บอนแบบเอสเอ็มซีและแผงดิฟฟิวเซอร์ด้านหลังคาร์บอนคอมโพสิท ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกดีไซน์ออกมาเพื่อให้เพิ่มประสิทธิภาพแอโรไดนามิก และเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนอากาศ กระจังหน้าที่ผลิตจากวัสดุโครเมียมถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นเพื่อช่วยเรื่องลดความร้อนในเครื่องยนต์  สปอยเลอร์ชิ้นล่าง ด้านหน้าทรงโค้งถูกขยายให้กว้างขึ้นเล็กน้อยและมีตำแหน่งต่ำลงเพื่อเพิ่มการไหลเวียนอากาศบริเวณมุ3มล่างของตัวรถ เสาหลังคาท้ายถูกปรับดีไซน์ใหม่ที่ส่วนบนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการการไหลเวียนอากาศให้ดียิ่งขึ้น

 

ด้านหลังของ Nissan GT-R (R35) ยังคงเอกลักษณ์ระดับตำนานด้วยไฟท้ายทรงกลม แผงดิฟฟิวเซอร์สีเงินและช่องรีดอากาศด้านข้างถูกติดตั้งเคียงข้างกับปลายท่อไอเสียไทเทเนียม 4 ชุดซึ่งช่วยเพิ่มความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ของตัวรถ

 

ส่วนด้านในแผงแดชบอร์ดถูกดีไซน์ขึ้นใหม่มาพร้อมแผงมาตรวัดหุ้มหนังตัดเย็บในแบบ Hand Made แผงควบคุมบนคอนโซลกลางแบบคาร์บอนไฟเบอร์ พวงมาลัยรุ่นใหม่พร้อมแป้นเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ที่ใช้งานได้สะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น หน้าจอกลางทัชสกรีนมัลติฟังค์ชั่นขนาด 8.0 นิ้ว ส่วนแผงควบคุมกลางถูกปรับปรุงแต่ให้ทันสมัยแต่ดูเรียบง่ายยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยจำนวนสวิทช์ควบคุมเครื่องเสียงและระบบนำทางลดลงจาก 27 ชิ้น เหลือเพียง 11 ชิ้น หน้าจอทัชสกรีนมีข้อมูลทุกด้านที่ผู้ขับขี่ต้องการในที่เดียว แสดงผลด้วยไอคอนขนาดใหญ่ให้ผู้ใช้สามารถควบคุมระบบอินโฟเทนเมนท์ทั้งหมด

 

ทางด้านความแรงและสมรรถนะ Nissan GT-R (R35) มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 3.8 ลิตร Twin Turbo ที่ให้กำลังสูงสุด 555 แรงม้าที่ 6,800 รอบต่อนาที พร้อมด้วยแรงบิดสูงสุด 632 นิวตันเมตรที่ 3,300-5,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบดูอัลคลัตช์ 6 สปีดและมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา

 

ระบบช่วงล่างอันทรงประสิทธิภาพมาจากโช๊คอัพบิลสไตน์แดมพ์โทรนิกซึ่งสามารถปรับตั้งได้ 3 โหมดคือในแบบ Normal, Comfort และระบบกันสะเทือนที่ตอบสนองระดับสูงสุดคือ R จีทีอาร์ มาพร้อมยางรันแฟลต ของDunlop รุ่น SP Sport Max GT 600 DSST CTT ที่สามารถรองรับแรงดันลมไนโตรเจนได้ และที่สำคัญยางได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานของช่วงล่างโดยเฉพาะ

 

เมื่อความแรงขนาดนี้ความปลอดภัยก็ต้องดีให้ถึงขีดสุดไปด้วยNissan GT-R (R35) สร้างความมั่นใจในการหยุดความแรงด้วยระบบเบรกเป็นของ Brembo Monoblock แบบคาลิปเปอร์ 6 สูบที่ด้านหน้าและ 4 สูบที่ด้านหลังพร้อมจานดิสก์เบรก Brembo ลอยตัวสองชิ้นแบบเจาะรูและเซาะร่องกลางจานขนาด 390 มมที่ล้อหน้าและ 380 มมที่ล้อหลัง ทำงานคู่กับผ้าเบรกที่มีสมรรถนะและความทนทานสูงที่ช่วยลดอาการเบรกเฟดและมีประสิทธิภาพการหยุดรถอย่างมั่นใจ

ในงาน Bangkok Auto Salon 2018 วันที่ 4-8 กรกฎาคมนี้ ทาง Nissan Motor (ประเทศไทย) ก็นำเอาอสูรกายที่ชื่อ Nissan GT-R (R35) คันนี้ออกอาละวาดกลางชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 4 เมืองทองธานี ไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเองได้เลยว่าซูเปอร์คาร์เจ้าของฉายา Godzilla คันนี้จะยิ่งใหญ่สมค่ำร่ำลือหรือไม่ เพราะนอกจาก Nissan GT-R (R35) ในแบบออกจากโรงงานที่ Nissan Motor (ประเทศไทย) นำเอามาโชว์พร้อมเปิดโอกาสให้เป็นเจ้าของแล้ว ยังมีเจ้า Godzilla ที่ผ่านการโมดิฟายแบบถึงขีดสุดทั้งจากญี่ปุ่นและประเทศไทยมาได้ให้ยลโฉมกันอีกเป็นฝูง!! ดังนั้นสาวก Nissan GT-R (R35) ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!! แล้วเจอกันในงาน Bangkok Auto Salon 2018

 

 

880 total views, 6 views today